ดูซีรี่ย์: Little America

ดูซีรี่ย์: Little America มินิซีรีส์ขนาดสั้น ตอนละ 30 นาทีจบในตอนของ Apple Tv+ สร้างจากเรื่องจริงของผู้อพยพที่เข้ามาอาศัยอยู่ในอเมริกา ซึ่งก็ต้องพบกับอุปสรรคในการใช้ชีวิตและปัญหาอื่นๆ ตามมาในภายหลัง ก่อนจะฝ่าฟันจนผ่านพ้นไปได้ และก็กลายมาเป็นบันทึกเรื่องเล่าในซีรีส์ชุดนี้

ซีรีส์เรื่องแรกของปี 2020 จาก Apple TV+ สตรีมมิ่งของค่ายแอปเปิลที่พึ่งเปิดตัวใหม่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2019 สำหรับเรื่องนี้ไม่ได้เป็นหนังทุนสูงแบบล็อตหนังเปิดตัวชุดแรกแล้ว ดูเหมือนหลังจากนี้ก็ด้วยที่ยังไม่มีหนังทุนสูงประกาศตามมาเลย อาจจะเรียกว่าแอปเปิลหมดก๊อกหรืออย่างไรก็ไม่ทราบครับ แต่ก็ใช่ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะไม่มีคุณภาพดีตามนโยบายแอปเปิลที่ประกาศไว้ว่าคัดหนังมาทำ เพียงแต่ว่าซีรีส์เรื่องนี้มาในแนวหนังสั้นเบาๆ ซึ่งดูแล้วเป็นเหมือนงานระดับทั่วไป แถมบางตอนยังออกแนวอินดี้เหมือนงานทดลองสร้างแนวใหม่ๆ แบบที่ Netflix ชอบทำอีกด้วย

เรื่องราว ต่างประเทศ ต่างภาษา โดยมีการใช้ภาษาพูดท้องถิ่นของผู้อพยพอยู่ในเรื่องทุกตอนสลับกับภาษาอังกฤษ โดยที่ซับไตเติลของภาษาท้องถิ่นเป็นภาษาไทยไปเลย ไม่ได้มีซับไตเติลอังกฤษซ้อนไว้ให้รกตา ซึ่งตรงขอชมเลยว่าตั้งแต่ดูมางานแปลของแอปเปิลเรียกว่าเนี๊ยบและใส่ใจมากที่สุดกว่าทุกค่ายที่มีในไทยเลย ซึ่งการที่แอปเปิลเลือกทำซีรีส์ชุดนี้มองอีกด้านคือ เป็นหนังเพื่อทำการตลาดแบบตั้งใจให้เข้าถึงหลายชาติพร้อมกัน เพราะเรื่องราวไม่ได้มีฉากแค่ในอเมริกา แต่มีฉากโลเกชั่นประเทศท้องถิ่นที่เลือกมาทำด้วย (น่าจะใช้การกำกับจากหลายประเทศแยกกัน แล้วมารวมกัน) แล้วก็เป็นซีรีส์ที่ขายความเป็นตัวตนอเมริกาออกมาแบบภาคภูมิใจมากด้วย

ด้วยความว่าทั้ง มีเรื่องราวที่แตกต่างกัน แม้ภาพรวมจะออกมาเป็นธีมเดียวกันคือเล่าเรื่องอุปสรรคต่างๆ ก่อนจะมาเป็นคนอเมริกาได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย และพอตัดจบเรื่องจริงแทรกมาหลายคนก็กลายเป็นตัวแทนของเมริกาในด้านต่างๆ ที่ทำชื่อเสียงให้ประเทศด้วย แต่บางตอนก็ค่อนข้างเป็นเรื่องเฉพาะตัวมากๆ แถมนำเสนอในแบบอินดี้เล่าเรื่องราวแบบใหม่ ดังนั้นจะขอรีวิวสั้นๆ แยกเป็นตอนๆ เพื่อให้ได้เห็นความแตกต่างของทุกตอนชัดเจนมากขึ้นครับ ซึ่งสามารถเลือกดูเฉพาะตอนที่น่าสนใจเลยก็ได้ด้วยครับ

ตอนที่ 1 The Manager
ตอนแรกของซีรีส์ที่เล่าเรื่องราวของครอบครัวผู้อพยพชาวอินเดียที่มาปักหลักสร้างฐานะในอเมริกาจนมั่นคงแล้ว ด้วยการทำธุรกิจโรงแรมขนาดกลางในเมืองกรีนริเวอร์ รัฐไวโอมิง ได้สำเร็จ แต่อยู่มาวันหนึ่งเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาตรวจสอบและพบว่าพวกเขามีปัญหากับการเข้าเมืองมาผิดกฏหมาย จนต้องกลับไปอยู่อินเดีย ทิ้งลูกชายคนเดียวที่เกิดที่นี่ให้ต้องดูแลกิจการโรงแรมต่อไปอย่างไม่มีกำหนด…

ตอนนี้เป็นตอนเปิดเรื่องราวที่ดี แนะนำให้รับชมกันเลย เพราะว่ามีความสนุกของเรื่องราวในแบบภาพยนตร์อยู่มากที่สุด ขนาดที่ว่าแยกออกไปทำเป็นหนังเต็มๆ เรื่องเลยก็น่าจะยังได้ เพราะว่าตัวลูกชายของทั้งคู่ ไม่ได้นั่งงอมืองอเท้ารอพ่อแม่เท่านั้น แต่เขาดันเก่งสะกดคำจากที่ตอนเด็กพ่อหลอกว่าถ้าสะกดคำในดิคชันนารีจนหมดเล่มได้จะซื้อรถให้ขับ และนั่นก็กลายเป็นว่าเขาเชื่อและตั้งใจท่องคำศัพท์ 4 แสนกว่าคำจนกลายมาเป็นเด็กที่ทางโรงเรียนส่งเข้าแข่งขันระดับชาติ ซึ่งเขาไม่ได้หวังรางวัล แต่เผอิญได้ยินจากครูว่าถ้าชนะเข้ารอบสุดท้ายจะได้เข้าพบ สุภาพสตรีหมายเลข 1 (ภรรยาของประธานาธิบดีสหรัฐ) เขาจึงตั้งเป้าหวังไปพบให้ได้เพื่อขอให้ช่วยพ่อแม่กลับมาอยู่อเมริกาได้อีกครั้ง

ด้วยความที่พล็อตเรื่องเป็นการผจญภัยเด็กๆ ไปสู่ทำเนียบขาว หนังจึงออกมาดูลุ้นสนุก สดใส ตลกและก็มีเรื่องราวหดหู่ที่เด็กคนนี้ต้องถูกทิ้งไว้เผชิญชะตากรรมในอเมริกาเพียงคนเดียว จนเรียกว่าแกร่งเกินเด็กทั่วไปเลยก็ว่าได้ เป็นตอนที่สนุกและจบเรื่องราวได้ดี มีพลิกนิดหน่อยแต่ก็ประทับใจเล็กๆ ครับ

ตอนที่ 2 The Jaguar

The Jaguar“เสือจากัวร์” เป็นชื่อตอนในเรื่องราวนี้ที่เกี่ยวกับครอบครัวชาวสเปนเข้ามาอเมริกาทำงานเป็นคนทำความสะอาดตามบ้านเศรษฐี โดยมีตัวเอกของเรื่องเป็นสาววัยรุ่นหัวขบถ ที่แอนตี้ทุกอย่างในโรงเรียน และก็ไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไมในเมื่อตัวเธอเองก็ยังไม่ได้เป็นคนอเมริกาเต็มตัว (ยังไม่มีไอดีการ์ด) และก็มองไม่เห็นโอกาสทำงานในชีวิตที่ประเทศนี้ ในขณะที่พี่ชายต้องออกจากโรงเรียนมาเพื่อหาเงินส่งเธอไปเรียนให้จบ แต่แล้ววันหนึ่งชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปเมื่อได้ไปลงเล่น “สควอช” (Squash) เพียงเพื่อจะเอารองเท้าฟรี แต่เธอกลับได้พบโค้ชที่มองเห็นแววของเธอจากความปราดเปรียวเหมือนเสือจากัวร์

ในตอนนี้เรื่องราวออกแนว Coming of Age เมื่อสาววัยรุ่นที่ติดตามแม่มาอยู่ประเทศนี้ได้ค้นพบสิ่งที่จะเป็นใบเบิกทางให้เธอมีชีวิตที่ดีกว่าการทำงานเป็นคนรับใช้ดูแลบ้านเศรษฐีอเมริกา หนังมาแบบแนวกีฬาเต็มตัว มีการฝึกซ้อม การต่อสู้กับตัวเอง รวมถึงโค้ชที่มองเห็นแววในตัวเธอ และก็พยายามเคี่ยวกรำด้วยคำพูดที่กดดันเพื่อให้เธอก้าวข้ามมาเป็นนักกีฬาตัวจริงให้ได้ หนังยังทำให้คนที่ไม่รู้จักสควอชได้รู้ว่ากีฬานี้มีอะไรมากกว่าการตีลูกโต้ผนัง ซึ่งถือว่าเป็นตอนที่เก็บรายละเอียดกีฬานี้มาแบบย่อมๆ แต่ก็ทำให้เรารู้ว่าสควอชมีความสนุกและลึกซึ้งไม่ใช่เล่นเลยครับ

ตอนที่ 3 The Cowboy

The Cowboyหนุ่มชาวไนจีเรียที่ครอบครัวส่งมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่อเมริกาตอนโตแล้ว โดยหวังให้เขาได้เรียนจบมีลู่ทางทำมาหากินช่วยเหลือทางบ้านให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลังจากประเทศรวยจากน้ำมันในอดีต แต่กำลังจะพบกับความล่มจมจากการพึ่งพาแต่น้ำมันเพียงอย่างเดียว

นี่เป็นตอนที่เป็นปกของเรื่อง Little America ซึ่งก็ต้องยกให้เลยว่าเป็นตอนที่สนุกที่สุด มีความเป็นอเมริกามากสุด จากความบ้าคาวบอยตามอิทธิพลจากหนังฮอลลีวู๊ดในสมัยก่อนที่นิยมทำแนวคาวบอยเยอะมาก และตัวเอกในเรื่องก็ได้รับชมผ่านหนังกลางแปลงในวัยเด็ก จนมีความสนใจอเมริกามาตลอด และฝันอยากมาที่นี่ อยากมาแต่งตัวเป็นคาวบอยเดินเท่ๆ ในประเทศนี้ ในขณะที่เงินจากทางบ้านมีแค่พอเรียนเท่านั้น ซึ่งหนังทำอุปสรรคไว้หลายอย่างทั้งการเงิน ปัญหาการเข้าสังคม รวมถึงปัญหาการเมืองที่ไม่นิ่งของไนจีเรียจากทหารมีอำนาจมากกว่าประชาชนอีกด้วย

หนังผสมผสานเรื่องราวความฝันอยากเป็นคาวบอยเข้ากับการต่อสู้ดิ้นรนใช้ชีวิตในอเมริกาได้อย่างสนุก ตลก ฮาแบบมีกัดแม้กระทั่งแฮมเบอร์เกอร์ว่าอร่อยตรงไหน ใครคิดทำอาหารนี้ขึ้นมา และก็ได้พาคนดูไปรู้จักความเป็นคาวบอยว่าต้องมีอะไรบ้างที่ไม่ใช่แค่การแต่งตัวเฉยๆ ก็เป็นได้

แถมยังมีความพิเศษของเรื่องราวตรงที่ตัวเอกไม่มีเงินโทรติดต่อทางไกลข้ามประเทศ ก็เลยต้องติดต่อกับทางบ้านด้วยการอัดเทปเล่าเรื่องชีวิตแลกเปลี่ยนกับครอบครัว หนังทำเก๋ด้วยการให้ตัวละครทั้งสองฝั่งมาเจอกันในฉากแบบจินตนาการสมมุติ พร้อมกับเสียงเล่าเรื่องพูดโต้ตอบเสมือนอยู่ตรงหน้ากันจริงๆ ถ้าดูตอนแรกไม่ทันเข้าใจอาจจะงงนิดว่าตัวเอกกลับไปกลับมาระหว่างประเทศได้ไง แล้วยังใช้การบันทึกเทปนี้ปิดท้ายด้วยเสียงของชีวิตคาวบอยส่งกลับไปให้ทางบ้านเกิดได้ฟัง นี่จึงเป็นตอนที่แนะนำมากๆ ว่าดีจริง และดูเพลินมากที่สุด พร้อมฉากจบจากเรื่องจริงที่ประทับใจเลยว่าชาวไนจีเรียคนนี้กลายมาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในอเมริกาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ตอนที่ 4 The Silence

The Silenceสาวฝรั่งเศสที่เดินทางมาอเมริกาคนเดียว ก่อนจะเข้ารวมกลุ่มค่ายธรรมะฝึกสมาธิของศาสนาพุทธ ที่กำหนดให้ทุกคนที่เข้าร่วมต้องห้ามพูดอะไรเลยเป็นเวลา 10 วัน ซึ่งเธอแทบทนรับกับความเงียบไม่ไหว ก่อนจะมาเจอกับชายหนุ่มหล่อล่ำชาวอเมริกาที่มาแสวงหาความสงบจากค่ายธรรมมะนี้ด้วยเช่นกัน

นี่เป็นตอนที่แปลกแยกออกมาจากตอนทั้งหมด ด้วยการเล่าเรื่องแบบไม่มีบทพูดไปจนตอนจบถึงมีบทสนทนาออกมาให้ได้ยินกัน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นตอนที่ทดลองสร้างแนวเก๋ๆ ให้ผู้ชมได้ดูหนังเงียบแนวเรื่องรักเรื่องใคร่ในจินตนาการ จากการที่นางเอกชอบฟุ้งคิดไปไกลว่ามีความสัมพันธ์กับหนุ่มหล่อล่ำที่หมายตาไว้ในค่าย หนังทำออกมาผิดแนว ผิดคอนเซ็ปต์เรื่องราวจาก 3 ตอนแรกมาก แถมมากแบบล้นทะลักไปด้วยเรื่องรักๆ ใคร่ๆ จนเกินไป และด้วยการที่ไม่มีบทพูดด้วย ทำหนังเน้นแช่กล้องจับอิริยาบถตัวละครในเรื่องจนอืด ดูแล้วแทบหาความสนุกเพลินๆ ไม่ได้เลย แม้แต่มุกตลกก็ยังไม่ขำ แป๊กเอามากๆ แม้แต่ตอนเฉลยว่าเรื่องจริงของเจ้าตัวเป็นยังไงก็ยังรู้สึกแบบ เอิ่ม…แค่นี้เองเหรอ ซึ่งไม่รู้ว่าคัดเอามาสร้างเป็นหนังได้ยังไงครับ นอกจากความแปลกในการสร้างหนังเงียบเท่านั้น